หลายคนอยากซื้อมือถือที่รองรับ 5G เผื่ออนาคต แต่ไม่รู้จะเช็คยังไงให้ชัวร์ก่อนตัดสินใจซื้อ บทความนี้รวมวิธีเช็คแบบง่ายๆ ที่ทำได้เองก่อนควักเงินซื้อ
ทำไมต้องเช็คให้ชัวร์ก่อนซื้อ
มือถือบางรุ่นแม้จะออกมาในปีที่ 5G เริ่มแพร่หลายแล้ว แต่ก็ยังมีรุ่นย่อยที่รองรับแค่ 4G เพื่อลดต้นทุน โดยเฉพาะมือถือราคาประหยัดบางรุ่น การเช็คให้แน่ใจก่อนซื้อจึงช่วยไม่ให้ซื้อผิดรุ่นและต้องมาเสียใจทีหลัง
วิธีเช็คก่อนซื้อ
1. ดูจากสเปคทางการของร้าน/เว็บผู้ผลิต
วิธีที่ชัวร์ที่สุดคือเปิดหน้าสเปคสินค้าจากเว็บไซต์ทางการของแบรนด์หรือหน้าสินค้าบนแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ แล้วมองหาคำว่า “Network” หรือ “เครือข่าย” ในสเปค ถ้ารองรับ 5G จะระบุไว้ชัดเจน เช่น “5G/4G/3G/2G” หรือระบุแบนด์ 5G ที่รองรับ
2. เช็ครุ่นย่อย (Variant) ให้ตรงกัน
มือถือรุ่นเดียวกันบางครั้งมีหลายรุ่นย่อยขายในตลาดต่างประเทศ ซึ่งอาจรองรับ 5G ไม่เหมือนกัน ให้เช็คว่ารุ่นที่ขายในไทยเป็นรุ่นย่อยไหน และรุ่นย่อยนั้นรองรับ 5G หรือไม่ (บางครั้งชื่อรุ่นเหมือนกันแต่ท้ายรุ่นต่างกัน เช่นมีเลขรุ่นหรือตัวอักษรต่อท้ายไม่เหมือนกัน)
3. เช็คจากกล่องสินค้าหรือใบสเปคหน้าร้าน
ถ้าซื้อที่หน้าร้าน ให้ขอดูกล่องหรือใบสเปคที่แปะไว้ ปกติจะมีโลโก้หรือข้อความระบุว่ารองรับ 5G ถ้าไม่แน่ใจสามารถถามพนักงานขายให้ยืนยันอีกครั้ง หรือเสิร์ชชื่อรุ่นเต็ม (รวมรหัสรุ่น) เทียบกับสเปคที่หาได้ทางออนไลน์
4. เช็คในเครื่องหลังซื้อมาแล้ว (ถ้าซื้อมือสอง)
ถ้าซื้อเครื่องมือสองและไม่มั่นใจว่ารองรับ 5G จริงหรือไม่ สามารถเช็คในตัวเครื่องได้:
- Android: ไปที่ Settings > About Phone > Status หรือ Settings > Network & Internet > SIM แล้วดูว่ามีตัวเลือกโหมดเครือข่ายที่รวม 5G หรือไม่ (บางรุ่นต้องเสียบซิมที่รองรับ 5G และอยู่ในพื้นที่ที่มีสัญญาณ 5G ก่อนถึงจะขึ้นตัวเลือกให้เห็น)
- iPhone: ไปที่ Settings > Cellular > Cellular Data Options > Voice & Data จะมีตัวเลือก 5G ให้เห็นถ้าเครื่องรองรับและซิมรองรับด้วย
มี 5G ในเครื่องแล้ว ต้องมีอะไรเพิ่มถึงจะใช้ 5G ได้จริง
แค่เครื่องรองรับ 5G อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีองค์ประกอบครบทั้ง 3 อย่าง:
- เครื่องรองรับ 5G (เช็คตามวิธีข้างต้น)
- ซิมการ์ดที่รองรับ 5G — ซิมเก่าบางใบอาจไม่รองรับ ต้องขอเปลี่ยนซิมกับผู้ให้บริการ
- อยู่ในพื้นที่ที่มีสัญญาณ 5G ครอบคลุม — ถ้าอยู่นอกพื้นที่ให้บริการ 5G เครื่องจะสลับไปใช้ 4G โดยอัตโนมัติ
ควรซื้อเครื่องรองรับ 5G ไหมถ้ายังไม่ค่อยได้ใช้
ถ้างบไม่ต่างกันมาก แนะนำให้เลือกรุ่นที่รองรับ 5G ไว้ก่อน เพราะเป็นการซื้อเผื่ออนาคตที่พื้นที่สัญญาณ 5G จะครอบคลุมมากขึ้นเรื่อยๆ และช่วยยืดอายุการใช้งานเครื่องได้นานขึ้นก่อนต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่ แต่ถ้างบจำกัดจริงๆ และใช้งานแค่โทร-แชท-โซเชียลทั่วไป การใช้เครื่อง 4G ก็ยังตอบโจทย์ได้ดีอยู่
สรุป
วิธีที่ชัวร์ที่สุดคือเช็คสเปคจากแหล่งทางการก่อนซื้อเสมอ อย่าเชื่อแค่คำโฆษณาหรือชื่อรุ่นเพียงอย่างเดียว เพราะรุ่นย่อยที่ขายในแต่ละตลาดอาจรองรับ 5G ไม่เหมือนกัน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: เช็คสเปกว่ามือถือรองรับ 5G หรือไม่ ดูจากตรงไหน?
A: ดูจากหน้าสเปคทางการของแบรนด์หรือแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ มองหาคำว่า “Network” หรือ “เครือข่าย” ถ้ารองรับ 5G จะระบุไว้ชัดเจน เช่น “5G/4G/3G/2G”
Q: มือถือรองรับ 5G แล้ว ทำไมยังใช้ 5G ไม่ได้จริง?
A: เพราะต้องมีครบ 3 อย่าง คือเครื่องรองรับ 5G ซิมการ์ดที่รองรับ 5G และอยู่ในพื้นที่ที่มีสัญญาณ 5G ครอบคลุม ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งจะใช้ 5G ไม่ได้จริง
Q: ซื้อมือถือมือสอง เช็คว่ารองรับ 5G จริงได้อย่างไร?
A: บน Android ไปที่ Settings > About Phone > Status หรือ Settings > Network & Internet > SIM ส่วน iPhone ไปที่ Settings > Cellular > Cellular Data Options > Voice & Data เพื่อดูว่ามีตัวเลือก 5G ให้เห็นหรือไม่
Q: รุ่นย่อย (Variant) เดียวกันแต่ขายต่างประเทศ รองรับ 5G เหมือนกันไหม?
A: ไม่แน่เสมอไป มือถือรุ่นเดียวกันบางครั้งมีหลายรุ่นย่อยที่รองรับ 5G ต่างกัน จึงควรเช็คว่ารุ่นที่ขายในไทยเป็นรุ่นย่อยไหนก่อนซื้อ
Q: งบจำกัด จำเป็นต้องซื้อเครื่องรองรับ 5G ไหม?
A: ถ้าใช้งานแค่โทร แชท โซเชียลทั่วไป เครื่อง 4G ก็ยังตอบโจทย์ได้ดี แต่ถ้างบไม่ต่างกันมาก แนะนำเลือกรุ่นรองรับ 5G ไว้ก่อนเพื่อเผื่ออนาคต